ในนิยามความลับที่ซับซ้อน
เคยซุกซ่อนรอนร้าวบางคราวไหม
ฝากอารมณ์คมกร้าวในคราวใด
อีกหนึ่งใจสะท้อนกลับเหมือนรับรู้
เรามาเป็นคู่กันในฝันไหม
ฝันให้ใจถึงใจในคนคู่
เถอะคลื่นหมอกดอกไม้ยังกลายภู
ให้รับรู้รักในฝันนิรันดร
พบกันในวันหรือคืนว่าง
บนเส้นทางสร้างสรรค์ฝันอักษร
รักพิสุทธิ์ในเส้นสายปลายทางกลอน
ไม่รุ่มร้อนรอนร้าวหรือหนาวเอย....
วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554
วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ได้เวลาน้ำชา
บ่ายแก่ ๆ อย่างนี้ ชาร้อนสักถ้วยดีไหม อากาศภายนอกอึมครึม มีฝนตกเม็ดเล็ก ๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้
ความร้อนอบอ้าว ลดลง เมื่อมองจากหน้าต่างห้องออกไปด้านนอก เหมือนมองภาพวาด ร้านรวง
ฝั่งตรงข้ามถนน มีรั้วขาวเตี้ย ๆ กั้นด้านหน้า มีต้นไม้ริมทาง และเก้าอี้นั่งสีขาวสะอาดตาตรงทางเท้าด้านหน้า ผู้คนเดินผ่านไปมา บ้างก็รอรถเมล์ บ้างก็เรียกแท็กซี่ บางคนเดินอย่างรีบร้อน ฝนกำลัง
จะตกใหญ่ในไม่ช้า ลมพัดต้นไม้โอนเอนไปมา หญิงสาวพยายามปิดกระโปรงที่ปลิวขึ้นลง เด็ก ๆ สอง
สามคนนั่งอยู่ที่เก้าอี้ริมทาง ขณะที่แม่ชะเง้อมองรถเมล์
เมื่อมองจากด้านในออกไป ภาพที่ดูรีบเร่ง กลับอ่อนโยนลง อาจจะเป็นเพราะในห้องเปิดแอร์เย็นสบาย
ในยามบ่ายเช่นนี้ กับเก้าอี้นุ่มสบายสักตัว ทำให้ทัศนียภาพภายนอก เหมือนภาพวาดที่เคลื่อนไหว ไม่ร้อน
ฉันชงชาใส่ถ้วยบาง ๆ สีไข่ไก่อ่อน นั่งลงริมหน้าต่าง เอาละ ชาเข้มได้ที่ ยกถุงชาออกวางในจานรอง
กลิ่นหอมลอยมาเตะจมูก กัดขนมปังกระเทียมกรอบชิ้นบาง แล้วดื่มชาขณะอุ่น ๆ เหยียดขายาว ๆ
ออกไปในท่าที่สบายเต็มที่
ฝนเริ่มลงหนาเม็ด ผู้คนต่างวิ่งหลบฝน บ้างยืนอยู่ตามชายคาอาคารร้านค้า สายฝนที่สวยงาม หยาด
ลงบนหน้าต่างกระจกเป็นทาง กระจกเริ่มฝ้ามัว ทำให้มองภาพข้างนอกไม่ชัด อากาศภายในเริ่มเย็นลงอีก ฉันเติมน้ำร้อนเพื่อชงชาอีกครั้ง ในอารมณ์นี้ ความสงบ ความเยือกเย็น กับบ่ายแก่ ๆ กับภาพวาดแห่งชีวิต ช่างงดงามเหลือเกิน
โอ๊ะ... ตายจริง ลืมเก็บผ้าที่ตากไว้ โอย ตายละ นั่นมันผ้าทั้งอาทิตย์ ที่เพิ่งซักเลยนะนั่น....
ความร้อนอบอ้าว ลดลง เมื่อมองจากหน้าต่างห้องออกไปด้านนอก เหมือนมองภาพวาด ร้านรวง
ฝั่งตรงข้ามถนน มีรั้วขาวเตี้ย ๆ กั้นด้านหน้า มีต้นไม้ริมทาง และเก้าอี้นั่งสีขาวสะอาดตาตรงทางเท้าด้านหน้า ผู้คนเดินผ่านไปมา บ้างก็รอรถเมล์ บ้างก็เรียกแท็กซี่ บางคนเดินอย่างรีบร้อน ฝนกำลัง
จะตกใหญ่ในไม่ช้า ลมพัดต้นไม้โอนเอนไปมา หญิงสาวพยายามปิดกระโปรงที่ปลิวขึ้นลง เด็ก ๆ สอง
สามคนนั่งอยู่ที่เก้าอี้ริมทาง ขณะที่แม่ชะเง้อมองรถเมล์
เมื่อมองจากด้านในออกไป ภาพที่ดูรีบเร่ง กลับอ่อนโยนลง อาจจะเป็นเพราะในห้องเปิดแอร์เย็นสบาย
ในยามบ่ายเช่นนี้ กับเก้าอี้นุ่มสบายสักตัว ทำให้ทัศนียภาพภายนอก เหมือนภาพวาดที่เคลื่อนไหว ไม่ร้อน
ฉันชงชาใส่ถ้วยบาง ๆ สีไข่ไก่อ่อน นั่งลงริมหน้าต่าง เอาละ ชาเข้มได้ที่ ยกถุงชาออกวางในจานรอง
กลิ่นหอมลอยมาเตะจมูก กัดขนมปังกระเทียมกรอบชิ้นบาง แล้วดื่มชาขณะอุ่น ๆ เหยียดขายาว ๆ
ออกไปในท่าที่สบายเต็มที่
ฝนเริ่มลงหนาเม็ด ผู้คนต่างวิ่งหลบฝน บ้างยืนอยู่ตามชายคาอาคารร้านค้า สายฝนที่สวยงาม หยาด
ลงบนหน้าต่างกระจกเป็นทาง กระจกเริ่มฝ้ามัว ทำให้มองภาพข้างนอกไม่ชัด อากาศภายในเริ่มเย็นลงอีก ฉันเติมน้ำร้อนเพื่อชงชาอีกครั้ง ในอารมณ์นี้ ความสงบ ความเยือกเย็น กับบ่ายแก่ ๆ กับภาพวาดแห่งชีวิต ช่างงดงามเหลือเกิน
โอ๊ะ... ตายจริง ลืมเก็บผ้าที่ตากไว้ โอย ตายละ นั่นมันผ้าทั้งอาทิตย์ ที่เพิ่งซักเลยนะนั่น....
วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554
เพลงใบไม้
ริ้วอ่อนเขียวเกลียวกอดทอดปลายกิ่ง
แพใบทิ้งแนวโค้งเป็นวงกว้าง
เขียวแก่กล่ำแผ่กิ่งระโยงยาง
ทอดเป็นทางร่มเงาให้เราชม
เริ่มบทเพลงใบไม้ในวันใหม่
ทอถักใยสร้างโลกให้สวยสม
จึ่งดอกผลผลิใบได้ชิมชม
ราวแพรพรมห่มพสุธาเพลานี้
ยินสำเนียงเนิบช้าแต่แน่ชัด
กิ่งสบัดแกว่งตามยามลมที่
พัดถาโถมถั่งแรงแห่งปฐพี
น่าแปลกที่ใบบางสะอางตน
เพลงใบไม้พรายพร่างทอดร่างทิ้ง
จะละกิ่งปลิดใบลงใต้ต้น
เพื่อใบใหม่แตกหน่อละออตน
ทอดร่างปนเปื้อนดินเป็นอินทรีย์
เพื่อพรรณไม้งดงามในนามหนึ่ง
เพื่อผลพึงสดใสในโลกนี้
จึงปลิดร่างคว้างลงบนปฐพี
เพียงเพลงนี้....จึงทอดร่าง....อย่างทรนง.
แพใบทิ้งแนวโค้งเป็นวงกว้าง
เขียวแก่กล่ำแผ่กิ่งระโยงยาง
ทอดเป็นทางร่มเงาให้เราชม
เริ่มบทเพลงใบไม้ในวันใหม่
ทอถักใยสร้างโลกให้สวยสม
จึ่งดอกผลผลิใบได้ชิมชม
ราวแพรพรมห่มพสุธาเพลานี้
ยินสำเนียงเนิบช้าแต่แน่ชัด
กิ่งสบัดแกว่งตามยามลมที่
พัดถาโถมถั่งแรงแห่งปฐพี
น่าแปลกที่ใบบางสะอางตน
เพลงใบไม้พรายพร่างทอดร่างทิ้ง
จะละกิ่งปลิดใบลงใต้ต้น
เพื่อใบใหม่แตกหน่อละออตน
ทอดร่างปนเปื้อนดินเป็นอินทรีย์
เพื่อพรรณไม้งดงามในนามหนึ่ง
เพื่อผลพึงสดใสในโลกนี้
จึงปลิดร่างคว้างลงบนปฐพี
เพียงเพลงนี้....จึงทอดร่าง....อย่างทรนง.
วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
จากดวงตะวันถึงริมฝั่งโขง
ทั้งที่รู้ว่าพบพาต้องลาจาก
ก็ยังอยากเป็นตะวันบนฟากฟ้า
แม้มีจากยังฝากคำสั่งลา
บอกกันว่าจะมาพบเมื่อครบวัน
เธอจะเป็นเช่นนี้ได้ใช่ไหม
หรือมีใครในใจที่เฝ้าฝัน
และรอคอยทุกนาทีทุกวี่วัน
เถอะ...บอกฉันจะไม่ฝันถึงกันเลย
มองน้ำหลากล้นปริ่มริมฝั่งโขง
บอกตรงตรงจากใจอยากใคร่เอ่ย
ทั้งพอรู้ส่าผลลัพธ์อาจเฉยเมย
และไม่เคยมีเยื่อใยเหมือนสายน้ำ
เรือลำน้อยลอยลับที่ทับคุ้ง
เหเรือพุ่งกระเพื่อมสายพรายน้ำฉ่ำ
ปาดน้ำตาลาแล้วความทรงจำ
บอกลาลำโขงคดเคี้ยวไม่เหลียวคืน
โน่นตะวันแสงสุดท้ายที่ปรายฟ้า
เป็นนัยว่ามาทวงฝันเมื่อยามตื่น
หากน้ำค้างร้างลาลับไปกับคืน
มีเพียงรื้นชื้นน้ำค้างที่ปรางค์นวล....
ก็ยังอยากเป็นตะวันบนฟากฟ้า
แม้มีจากยังฝากคำสั่งลา
บอกกันว่าจะมาพบเมื่อครบวัน
เธอจะเป็นเช่นนี้ได้ใช่ไหม
หรือมีใครในใจที่เฝ้าฝัน
และรอคอยทุกนาทีทุกวี่วัน
เถอะ...บอกฉันจะไม่ฝันถึงกันเลย
มองน้ำหลากล้นปริ่มริมฝั่งโขง
บอกตรงตรงจากใจอยากใคร่เอ่ย
ทั้งพอรู้ส่าผลลัพธ์อาจเฉยเมย
และไม่เคยมีเยื่อใยเหมือนสายน้ำ
เรือลำน้อยลอยลับที่ทับคุ้ง
เหเรือพุ่งกระเพื่อมสายพรายน้ำฉ่ำ
ปาดน้ำตาลาแล้วความทรงจำ
บอกลาลำโขงคดเคี้ยวไม่เหลียวคืน
โน่นตะวันแสงสุดท้ายที่ปรายฟ้า
เป็นนัยว่ามาทวงฝันเมื่อยามตื่น
หากน้ำค้างร้างลาลับไปกับคืน
มีเพียงรื้นชื้นน้ำค้างที่ปรางค์นวล....
สะพานฝัน
....เรากำลังก้าวข้ามสะพานฝัน
เพื่อฝ่าฟันถึงจุดหมายปลายทางหน้า
เผชิญกับเหตุการณ์ที่ทายท้า
เพื่อค้นหา หรือ คว้าชัย....อย่างไรกัน.....
ทุกนาทีที่โลกมีความหมาย
ความเป็นตายอาจใกล้หรือไกลนั่น
หากชีวิตจากชีวิตต้องไกลกัน
จำจาบัลย์พรั่นสะพรึงเพียงหนึ่งเดียว
เพื่อฝ่าฟันถึงจุดหมายปลายทางหน้า
เผชิญกับเหตุการณ์ที่ทายท้า
เพื่อค้นหา หรือ คว้าชัย....อย่างไรกัน.....
ทุกนาทีที่โลกมีความหมาย
ความเป็นตายอาจใกล้หรือไกลนั่น
หากชีวิตจากชีวิตต้องไกลกัน
จำจาบัลย์พรั่นสะพรึงเพียงหนึ่งเดียว
เรื่องราวจากสะพานสูง
แสงสุดท้ายยังสว่างอยู่อย่างนั้น
ในสายัณห์วันหนึ่งซึ่งมองเห็น
สีส้มทองทาบทาเพลาเย็น
แนวเมฆเน้นเรียงรายประปรายฟ้า
สะพานสูงยืนทอดร่างอย่างอ่อนหวาน
ภาพอาคารสะท้อนแสงสีแดงจ้าง
และความมืดจะโรยตัวอย่างช้าช้า
สะท้อนฟ้าเพียงเห้นได้ในแผ่นน้ำ
กลายเป็นความงดงามอีกยามหนึ่ง
พระจันทร์พึ่งพ้นทิวไม้ในคืนค่ำ
ทิ้งบ้านเรือนแถวทิวไม้ทมึนดำ
น้ำค้างพรำกับพร่างพราวหมู่ดาวโพ้น
เรือที่ทอดสมอรอรุ่งสาง
แลเห็นเงารางรางออกเกลื่อนกร่น
เรือท่องเที่ยวตามไฟสว่างโพลน
มีแทรกปนเรือเล็กเล็กยังลอยลำ
โค้งสะพานผ่านคุ้งเหมือนรุ้งโค้ง
แนวหลักคงสะท้อนไฟในภาพนั้น
เป็นสายรุ้งแสนงามยามรัตติกาล
เป็น"เวตาล"เล่าเรื่องเมืองกลางคืน
แลลงล่างพร่างพราวระยับยิบ
ไกลลิบลิบคือเมืองกว้างยังคงตื่น
ในหลืบมุมแสงสีของค่ำคืน
แลดาษดื่นกลบแสงดาวที่ราวฟ้า
มนุษย์ ...สิ่งก่อสร้าง...ธรรมชาติ
แปลกประหลาดปลอมปนอย่างแปร่งปร่า
บางคราวดูสวยงามยามพิจารณา
ขึ้นอยู่ว่าเป็นมุมมองของผู้ใด....
แล้วคุณล่ะ...คิดว่าอย่างไร
เขียนกลอนนี้ ในบางวัน ที่มองจากสะพานแขวน ในยามเย็นที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า....
ในสายัณห์วันหนึ่งซึ่งมองเห็น
สีส้มทองทาบทาเพลาเย็น
แนวเมฆเน้นเรียงรายประปรายฟ้า
สะพานสูงยืนทอดร่างอย่างอ่อนหวาน
ภาพอาคารสะท้อนแสงสีแดงจ้าง
และความมืดจะโรยตัวอย่างช้าช้า
สะท้อนฟ้าเพียงเห้นได้ในแผ่นน้ำ
กลายเป็นความงดงามอีกยามหนึ่ง
พระจันทร์พึ่งพ้นทิวไม้ในคืนค่ำ
ทิ้งบ้านเรือนแถวทิวไม้ทมึนดำ
น้ำค้างพรำกับพร่างพราวหมู่ดาวโพ้น
เรือที่ทอดสมอรอรุ่งสาง
แลเห็นเงารางรางออกเกลื่อนกร่น
เรือท่องเที่ยวตามไฟสว่างโพลน
มีแทรกปนเรือเล็กเล็กยังลอยลำ
โค้งสะพานผ่านคุ้งเหมือนรุ้งโค้ง
แนวหลักคงสะท้อนไฟในภาพนั้น
เป็นสายรุ้งแสนงามยามรัตติกาล
เป็น"เวตาล"เล่าเรื่องเมืองกลางคืน
แลลงล่างพร่างพราวระยับยิบ
ไกลลิบลิบคือเมืองกว้างยังคงตื่น
ในหลืบมุมแสงสีของค่ำคืน
แลดาษดื่นกลบแสงดาวที่ราวฟ้า
มนุษย์ ...สิ่งก่อสร้าง...ธรรมชาติ
แปลกประหลาดปลอมปนอย่างแปร่งปร่า
บางคราวดูสวยงามยามพิจารณา
ขึ้นอยู่ว่าเป็นมุมมองของผู้ใด....
แล้วคุณล่ะ...คิดว่าอย่างไร
เขียนกลอนนี้ ในบางวัน ที่มองจากสะพานแขวน ในยามเย็นที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า....
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
เพลินชมป่า
วันนี้เราอยู่ท่ามกลางป่าใหญ่
สูดกลิ่นไอละอองดินกลิ่นกรุ่นนั้น
"เต็ง""รัง""เลี่ยน"เปลี่ยนไปใกล้"สะแกวัลย์"
"สรัสจันทร์"ซ้อน"นางแย้ม"แซม"คิ้วนาง"
เต็ง
ไม้รัง
สะแกวัลย์
"กระดุมเงิน"เงางามตามตะวัน
"เฟิร์น""สน" นั้นซ่อนตัวอยู่ห่างห่าง
"ดงเสี้ยวขาว"พราวพรายเป็นรายทาง
ตรงที่ว่างมี"ดอกหรีด"กรีดน้ำตา
"สายหยุด"หยอก"หญ้าบัว"เลาะรั้วเรียบ
"เปราะหอม"เปรียบปริ่มน้ำตามประสา
"กระเจียว""อ้อ"ล้อ"บัว"บานอยู่ลานตา
"มะลิป่า""หว้า""ก่อ""แก้ว""แต้ว"แต่งเติม
เลาะเลี้ยวมาโขดหินลานธารน้ำตก
วนเวียนวกโกรกกรากกระชากเริ่ม
กระเซ็นสายสาดเซาะเหมาะกว่าเดิม
"แดงอุบล"เริ่มแก่กร่ำปลายลำธาร
ตะวันกรายลงเยี่ยมเหลี่ยมทิวเขา
"สน"ทอดเงา"เสลา"โศก""โมก"สล้าน
สลับแสงแรงอ่อนล่อนละลาน
วิเวกหวานเพลงไผ่ไพรพนา
เราอ้อมลงตรงรอบที่ขอบเขา
ฟ้าสีเทาทมึนหม่นหนทางหน้า
ซึมซาบซับดินน้ำอยู่คู่โลกา
เนาเวลามีค่ากับป่างาม
ดินจะดีเพราะมีที่ปรกป่า
มีฝนฟ้าตามฤดูอยู่กลางท่าม
จงรู้จักรักษ์ป่าล้วนควรติดตาม
ดำรงธรรมชาติไว้ตลอดกาล
สรรพสิ่งงดงามตามที่เห็น
และจะคงอยู่เป็นเช่นอย่างนั้น
เกิดจากคนในสังคมเป็นสำคัญ
ช่วยแต่งสรรสร้างเสริม...คงเดิมเอย.
มาช่วยกัน รักษาธรรมชาติ รักษาโลกนี้กันเถอะนะ...
สูดกลิ่นไอละอองดินกลิ่นกรุ่นนั้น
"เต็ง""รัง""เลี่ยน"เปลี่ยนไปใกล้"สะแกวัลย์"
"สรัสจันทร์"ซ้อน"นางแย้ม"แซม"คิ้วนาง"
เต็ง
ไม้รัง
สะแกวัลย์
"กระดุมเงิน"เงางามตามตะวัน
"เฟิร์น""สน" นั้นซ่อนตัวอยู่ห่างห่าง
"ดงเสี้ยวขาว"พราวพรายเป็นรายทาง
ตรงที่ว่างมี"ดอกหรีด"กรีดน้ำตา
"สายหยุด"หยอก"หญ้าบัว"เลาะรั้วเรียบ
"เปราะหอม"เปรียบปริ่มน้ำตามประสา
"กระเจียว""อ้อ"ล้อ"บัว"บานอยู่ลานตา
"มะลิป่า""หว้า""ก่อ""แก้ว""แต้ว"แต่งเติม
เลาะเลี้ยวมาโขดหินลานธารน้ำตก
วนเวียนวกโกรกกรากกระชากเริ่ม
กระเซ็นสายสาดเซาะเหมาะกว่าเดิม
"แดงอุบล"เริ่มแก่กร่ำปลายลำธาร
ตะวันกรายลงเยี่ยมเหลี่ยมทิวเขา
"สน"ทอดเงา"เสลา"โศก""โมก"สล้าน
สลับแสงแรงอ่อนล่อนละลาน
วิเวกหวานเพลงไผ่ไพรพนา
เราอ้อมลงตรงรอบที่ขอบเขา
ฟ้าสีเทาทมึนหม่นหนทางหน้า
ซึมซาบซับดินน้ำอยู่คู่โลกา
เนาเวลามีค่ากับป่างาม
ดินจะดีเพราะมีที่ปรกป่า
มีฝนฟ้าตามฤดูอยู่กลางท่าม
จงรู้จักรักษ์ป่าล้วนควรติดตาม
ดำรงธรรมชาติไว้ตลอดกาล
สรรพสิ่งงดงามตามที่เห็น
และจะคงอยู่เป็นเช่นอย่างนั้น
เกิดจากคนในสังคมเป็นสำคัญ
ช่วยแต่งสรรสร้างเสริม...คงเดิมเอย.
มาช่วยกัน รักษาธรรมชาติ รักษาโลกนี้กันเถอะนะ...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


